วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ประเทศลาว





ประเทศลาวตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของคาบสมุทรอินโดจีน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง มีลักษณะรูปร่างยาวลงมา จากเหนือถึงใต้ ขนานไปตามแนวแม่น้ำโขง และคู่ขนานไปกับประเทศเวียดนาม มีความยาวจากตอนเหนือสุดในแขวงพงสาลี ถึงตอนใต้สุดในแขวงจำปาสัก ประมาณ ๑,๐๕๐ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนกว้างที่สุดจากแขวงหลวงน้ำทา ถึงแขวงซำเหนือ ประมาณ ๕๐๐ กิโลเมตร ส่วนแคบที่สุดอยู่ทางตอนกลางจากเมืองท่าแขกในแขวงคำม่วนถึงช่องมุเกีย ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร รูปร่างจึงดูคล้ายเห็ดโคน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒๓๗,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย มีความยาวของเส้นพรมแดนโดยรอบประมาณ ๙,๓๕๐ กิโลเมตร ไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดต่อกับทะเล หรือมหาสมุทร
ลักษณะภูมิประเทศ
ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงและที่ราบต่ำ ที่ราบสูงประกอบด้วย ภูเขา และหุบเขา จุดสูงสุดประมาณ ๙,๐๐๐ ฟุต เต็มไปด้วยป่าไม้ พื้นที่ประมาณร้อยละ ๘๐ ของประเทศเป็นพื้นที่แห้งแล้วไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก พื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ ๒๐ ของประเทศ มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
ศาสนา
ชาวลาวนับถือพุทธศาสนาประมาณร้อยละ ๕๐ นับถือผีและอื่น ๆ ประมาณร้อยละ ๕๐
ความสัมพันธ์ไทย- ลาว
ในระยะแรก ที่ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๘ - ๒๕๒๐ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว ไม่สู้ราบรื่นนัก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้มีนักศึกษากับนักการเมืองฝ่ายซ้าย หลบหนีข้ามไปฝั่งลาว และจัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลไทยขึ้น โดยลาวให้การสนับสนุน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว เสื่อมลงจนถึงขั้นลาวขอยุบสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของไทย ประจำเวียงจันทน์ และมีการกระทบกระทั้งตามแนวชายแดน และในลำน้ำโขงบ่อยครั้งขึ้น ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๑ ถึงต้นปี พ.ศ.๒๕๒๓ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว ดีกว่าในระยะเวลาอื่น เนื่องจากลาวได้เปลี่ยนท่าที เป็นกระชับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๑ ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันหลายครั้ง และได้มีการตกลงร่วมมือติดต่อทางเขตไทย การคมนาคมขนส่ง การบินพลเรือน และการไปรณีย์ ซึ่งลาวได้ยึดถือเป็นพื้นฐานในการติดต่อสัมพันธ์กับไทย ในระยะต่อมา

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การวางแผนและจัดองค์การของระบบ OA งานครั้งที่3

การวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ คือ การศึกษารายละเอียดทั้งหมดของระบบสำนักงานปัจจุบันเพื่อนำไปประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจสำหรับกำหนดทิศทางหรือแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสม ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงานในขณะนั้นไปสู่การเป็นระบบสำนักงานอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่าเดิม
ผู้บริหารระดับสูงอาจมีการเช็คสอบโดยใช้ใบตรวจรายการ (Checklist) เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น ความสามารถของระบบ ตัวเครื่อง หน่วยความจำ การฝึกอบรม การดูแลรักษา เป็นต้น เพื่อช่วยในการเลือกซื้อ และตัดสินใจนอกจากนั้นมักให้ความสำคัญกับการประสานสำนักงานเป็นหนึ่งเดียว (coordinated office) คือมีระบบเชื่อมโยงทุกด้านหรือพูดง่ายๆ คือ OA ที่แท้จริง
หลังจากการวางแผนกำหนดระบบ OA แล้วต้องมีการจัดองค์การเพื่อติดตั้งในสถานที่ให้เหมาะสม ในบริษัทขนาดเล็กที่ใช้เพียง minicomputer อาจให้ผู้บริหารสำนักงานรับผิดชอบโดยจัดตั้งในศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ต้องมีหน่วยงานรองรับโดยเป็นศูนย์สารสนเทศส่วนกลางประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ นักวิเคราะห์ โปรแกรมเมอร์ และผู้ปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ซึ่งจะดูแลงานส่วนกลางและรายงานต่อผู้อำนวยการฝ่ายระบบสารสนเทศหรือผู้บริหารระดับโดยตรงการจัดตั้งองค์การเพื่อระบบงาน OA ขึ้นอยู่กับขนาดของคอมพิวเตอร์และเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับระบบ ซึ่งควรมีการจัดระบบการฝึกอบรมและการแนะนำดูแลพนักงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดการระมัดระวังและไม่เกิดผลกระทบเชิงลบ ผู้บริหารสำนักงานต้องให้ความสนใจตามประสิทธิภาพ การใช้อุปกรณ์ในระบบ อาจใช้สื่อภายในสำนักงาน

แหล่งที่มา http://school.obec.go.th/t3udon/oa1.htm

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ งานชิ้นที่2

อาคารอัจฉริยะคือ
อาคารตึกฉลาดคือ “อาคารที่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสมองส่วนกลาง มีระบบประสาทที่เป็นสายไฟฟ้าและสายสัญญาณ พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Sensors) อยู่ ตามบริเวณ ต่างๆ ทั่วอาคาร คอยเป็นหูเป็นตาให้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่จะสามารถตรวจสอบ,รายงานและควบคุมอุปกรณ์ของอาคารได้ตลอดเวลา โดยเจ้าของอาคาร และ ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากการควบคุมนี้ โดยการสั่งการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆได้จากศูนย์ควบคุมส่วนกลางนั่นเอง นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ และ ระบบ สื่อสารส่วนกลางยังใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานในอาคารนั้นๆอีกด้วย” คำจำกัดความอื่นๆ เช่น “อาคารอัจฉริยะคืออาคารที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ก้าวหน้า มี ความแตกต่าง จาก อาคารธรรมดา ในทุกๆแง่ มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่รับรู้ ข้อมูลต่างๆ ของอาคาร โดยข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลกลาง ซึ่งมีความสามารถ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับ แล้ว สั่งการ ให้ระบบของอาคาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยผลที่ต้องการคือผู้ใช้งานอาคารได้รับผลประโยชน์สูงสุด” ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อาคารอัจฉริยะ จะต้องทำงานได้คล้ายสิ่งมีชีวิตคือมีการรับรู้และสามารถตอบสนองกับสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้ง สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตนเองมีการใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขนั้นเอง เป็นอาคารสำนักงานสมัยใหม่สำหรับปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับการทำงานที่ทันสมัยในรูปแบบใหม่ อาคารอัจฉริยะทำให้นักธุรกิจได้รับความสะดวกและรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีระบบการทำงานแบบครบวงจร อาคารอัจฉริยะเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เน้นการใช้พื้นที่ในสำนักงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสำนักงานมากที่สุด ประเทศในแถบทวีปยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นได้นำเอาแนวความคิดนี้ไปใช้ในการทำงานโดยเอาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดหรือที่เรียกว่าไฮเทคไปใช้ในอาคาร ในยุคการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงในปัจจุบันทำให้ผลักดันให้เกิดอาคารสำนักงานอัตโนมัติมากขึ้นเพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้



อาคารในยุคต้นทศวรรษที่ 80 รูปที่ 1 อาคาร Lloyds Building ออกแบบโดย Richard


อาคารยุคปลายทศวรรษที่ 90รูปที่ 2 อาคาร IBM Century Tower ออกแบบโดย Foster

อาคารที่กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบอาคารยุคต้นทศวรรษที่ 90รูปที่ 3
อาคาร Twin 21 Building อาคารนี้ตั้งอยู่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น


อาคารอัจฉริยะจะมีระบบต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบมากมายและสามารถทำงานได้อย่างสัมพันธ์กันไม่ว่าเป็นด้านระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ระบบแสงสว่าง ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ รวมทั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งจะเป็นต้องอาศัยการออกแบบอาคารที่มีการวางแผนอย่างดีและสัมพันธ์กันทุกระบบ
การจัดระดับอาคารอัจฉริยะตามเทคโนโลยีที่ใช้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้
ระดับ 0 เป็นอาคารธุรกิจที่มีระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติที่ควบคุมระบบต่าง ๆ ไม่มากนักและมีระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานอย่างอื่น แต่ละระบบทำงานไม่ขึ้นแก่กันแยกกันโดยสิ้นเชิง
ระดับ 1 เป็นอาคารอัจฉริยะระดับเล็กที่สุด มีระบบควบคุมอัตโนมัติ ควบคุมระบบต่าง ๆ ไม่มากนัก และการใช้งานร่วมกับระบบอื่นเป็นแบบง่ายทางด้านฮาร์ดแวร์ และมีการใช้ระบบเครือข่ายภายใน (LAN) ในการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน
ระดับ 2 เป็นอาคารอัจฉริยะระดับกลาง มีระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติและการใช้งานร่วมกับระบบอื่น ๆ อย่างแท้จริง ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และมีการใช้ระบบเครือข่ายภายใน (LAN) ในการเชื่อมโยงกับระบบสำนักงานอัตโนมัติ
ระดับ 3 เป็นอาคารอัจฉริยะระดับสูงสุด เป็นการใช้ระบบร่วมกันกับระบบควบคุมอาคาร ระบบสำนักงานอัตโนมัติ และระบบโทรคมนาคมเข้าด้วยกันทั้งหมด เทคโนโลยีที่ใช้ในอาคารสำนักงานอัตโนมัติหลัก ๆ ได้แก่ การใช้สายเคเบิลใยแก้วนำแสงเป็นสายหลัก (Backbone) เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์แบบสายตรงและระบบตู้สาขาอัตโนมัติต่อเข้าตรง (Direct Inward Dialing: DID) หรือใช้อุปกรณ์ตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ ระบบปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน ระบบโอโซนฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ระบบกระจกสองชั้นทุกด้าน (Double reflective glass) เพื่อป้องกันเสียงและการถ่ายเทความร้อนจากภายนอก มีช่องติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ลิฟต์ความเร็วสูง ระบบศูนย์กลางเวลา (Master Time Clock System) ระบบน้ำดื่มส่วนกลางที่สะอาดปราศจากเชื้อโรค สำนักงานไร้กระดาษ (Paperless) ระบบการควบคุมการเข้าออกอาคารอัตโนมัติ (Access control) ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ระบบไฟฟ้าสำรอง (Uninterruptible Power Supply: UPS) ฯล








วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีหลักสำหรับงานสำนักงานอัตโนมัติ

ทคโนโลยีหลักสำหรับงานสำนักงานอัตโนมัติมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด

2. เทคโนโลยีสำนักงานได้แก่ เครื่องพิมพ์ดีดที่ทำสำเนาได้หลายชุด เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
3. เทคโนโลยีการสื่อสารได้แก่ โทรศัพท์ การสื่อสารผ่านดาวเทียม

แหล่งที่มา http://school.obec.go.th/t3udon/oa1.htm

ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ

ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ
- ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย
-ช่วยลดต้นทุนในการบริหาร เนื่องจากภายในสำนักงานอัตโนมัติสามารถใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมและช่วยเหลือการทำงานได้หลายหน้าที่ ทำให้มีต้นทุนในการดำเนินการต่ำ (ลดจำนวนกำลังคน)
-ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร ทำให้สามารถรับข้อมูลและส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสื่อสาร ดังนั้นการประชุมจึงสามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารเพื่อการประชุมทางไกลได้ด้วย
-ประหยัดพื้นที่ในการเก็บข้อมูล การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงานอัตโนมัติทำให้สามารถเก้บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากโดยอาศัยพื้นที่เพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังลดปริมาณการใช้กระดาษลงด้วย
-เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
-การจัดพิมพ์เอกสาร สามารถใช้เวลาน้อยลงและสะดวกขึ้น
-การดำเนินงานต่าง ๆ เกี่ยวกับเอกสารและสารสนเทศเป็นระบบมากขึ้น
- ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและรวดเร็ว คือ การทำงานมีความถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ในสำนักงานอัตโนมัติสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและถุกต้อง
-ผู้ปฏิบัติงานมีความภาคภูมิใจในสำนักงานและหน่วยงานมากขึ้น
-หน่วยงานและสำนักงานมีภาพลักษณะดี
-สำนักงานอัตโนมัติช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ปรากฏต่อบุคคลภายนอก
-สร้างความน่าเชื่อถือต่อหน่วยงานอื่น ๆ

แหล่งที่มา http://gotoknow.org/blog/yellowwork2/206738?class=yuimenuitemlabel

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความหมายของสำนักงานอัตโนมัติ(งานชิ้นที่1)

สำนักงานอัตโนมัติ หมายถึง วิธีการนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานมาเชื่อมโยงด้วยกันด้วยระบบสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสำงานสามารถทำงานด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว และสะดวก สบาย ทั้งในด้านการผลิต และการเรียกค้นเอกสาร การประมวลผลข้อมูล การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานทังภายในและภายนอกสำนักงาน การจัดงานนัดหมาย การประชุมและการตัดสินใจ

แหล่งที่มา
http://itsc2506.igetweb.com/index.php?mo=3&art=181645